รายรับ-รายจ่าย (Money Machine)
เรื่องของรายรับรายจ่าย มักถูกกล่าวถึงเมื่อพูดเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี การปลูกฝังให้เด็กๆรู้จัก การเก็บเงิน ออมเงิน การใช้จ่ายเงิน และการลงทุน เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่เฉพาะแต่ในสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก แม้ในยามที่เศรษฐกิจมีความคล่องตัว เราจำเป็นต้องระลึกถึงรายรับ-รายจ่ายนี้อยู่เสมอๆ
หากแผนผังทางความคิดคุณมีแต่ลิสรายการสิ่งของที่คุณอยากจะซื้อ สำหรับคนที่คำว่าเงินไม่ใช่อุปสรรคคงไม่เป็นเรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรง แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในสภาวะใช้จ่ายเงินเกินฐานะ หรือเรียกว่ารายจ่ายมีขนาดเท่าๆ หรือใหญ่กว่ารายได้แล้วหละก็ ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่คุณจะต้องเปลี่ยนแปลง
เริ่มต้นสำรวจ
โดยทั่วๆไปรายรับของคนส่วนใหญ่ จะมาในรูปแบบของเงินเดือน ฉะนั้นเราอาจตรวจสอบว่าเงินเดือนของเรามีขนาดไหนแล้ว เรามีรายได้ทางอื่นอีกหรือไม่ มีดอกผลงอกเงยจากกองทรัพย์สินคิดคำนวณเป็นเดือนได้เดือนละเท่าไหร่ แล้วจดลงไว้ในสมุดบันทึก
รายจ่าย… เราจะเริ่มจากไหน แต่ละคนมีภาระไม่เท่ากัน แต่พอจะแยกเป็นรายจ่ายประจำ และรายจ่าย (ไม่ประจำ) โดยจำนวนเงินที่จำเป็นต้องจ่ายแน่ๆในแต่ละเดือน เราอาจเรียกว่ารายจ่ายประจำ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารโดยเฉลี่ยรายวัน ค่าเดินทาง ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ รายจ่ายเพื่อครอบครัว รายจ่ายข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน ฯลฯ ส่วนรายจ่าย (ไม่ประจำ) เช่น ค่าเบี้ยประกันชีวิต ค่าเทอมลูกๆ อาจถูกนำมารวมไว้กับรายจ่ายประจำได้ ด้วยวิธีการเฉลี่ยรายเดือน (หาร 12) เป็นต้น
วิเคราะห์ความเป็นไปได้
เมื่อคุณได้ขนาดของรายรับรวม และขนาดของรายจ่ายรวม ลองบวกลบกันดู คุณอาจจะพบว่าคุณมีเงินเก็บ หรือคุณใช้จ่ายเงินแบบเดือนชนเดือน และในบางครั้งอาจมีหนี้เพิ่มพูนมากขึ้น (+/=/-) ซึ่งถ้าหากคุณเลือกได้ คุณย่อมเลือกให้บัญชีทรัพย์สินของคุณเป็นบวกมากๆ คงไม่มีใครต้องการใช้จ่ายเงินแบบชักหน้าไม่ถึงหลัง หรือเป็นหนี้เพิ่มพูน
เมื่อเลือกที่จะมีทรัพย์สิน (+)
วิธีที่ง่ายที่สุด แต่มีประสิทธิภาพต่ำที่สุด คือการลดรายจ่าย วิธีนี้คือการทำให้รายจ่ายลดลง ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้จ่ายเงิน แต่เรามักจะพบว่าวิธีนี้ ใช้ได้ผลเฉพาะกับผู้ที่มีวินัยในการใช้จ่ายเงินเท่านั้น เพราะคนส่วนใหญ่เมื่อมีเงินเก็บมาก ยิ่งใช้จ่ายมาก วิธีนี้จึงต้องการความมีวินัยที่สูงกว่าคนทั่วไป
วิธีที่ปลอดภัย สำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง คือการออมเงิน วิธีนี้อาจเป็นผลมาจากวิธีแรก แต่อาจมีการนำรายรับไปเก็บออม ในรูปแบบของเงินฝาก ซื้อกองทุนรวม ประกันชีวิต ซื้อพันธบัตร หากใครมีทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ก็อาจนำออกให้เช่า คนที่ใช้วิธีนี้ส่วนใหญ่ อาจมีการกระจายความเสี่ยงทางการเงินในรูปแบบที่จะกล่าวต่อไป
วิธีการอื่นๆ… ผมแยกส่วนนี้ออกจากวิธีแรก และวิธีที่สอง และจะไม่พูดถึงการนำเงินไปสร้างทรัพย์สินใดๆด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนที่จะอธิบายต่อไป คนส่วนใหญ่มักเรียกว่า “การลงทุน”
การลงทุนเป็นเรื่องที่ค่อนข้างกว้าง แต่ก็มีความเกี่ยวข้องกับรายรับ-รายจ่าย เพราะการลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายรับ คุณจะต้องพิจารณาถึง “ความคุ้ม” ที่จะลงทุนในสิ่งนั้นหรือไม่ด้วย ยกตัวอย่างเรื่องของการลงทุนในหุ้น สิ่งที่จะต้องใช้สำหรับผู้เริ่มต้น (หากไม่พึ่งความสามารถของโบรกเกอร์) ก็คือการลงทุน “เวลา” และ “ความรู้” คุณอาจจะสนุกกับการค้นคว้าหาหลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์หุ้น การอ่านบัญชีงบดุล แนวโน้มของการเติบโต จังหวะในการซื้อขาย การควบคุมพฤติกรรมทางการลงทุน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องอาศัยทั้งเวลาและความรู้อย่างมาก แต่ก็เป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูง หากคิดจะจริงจังกับมัน
ตัวอย่างของการลงทุนเปิดกิจการ หากไม่นับธุรกิจเครือข่าย ส่วนใหญ่การเปิดกิจการ เริ่มแรกมักต้องการความรู้ในเรื่องของตลาด ต้นทุน และกำไร การวางแผน และหุ้นส่วน โดยมีเงินทุนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หลายคนเปิดกิจการแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ก็เนื่องมาจากการไม่ศึกษาตลาดให้ดีเสียก่อน เงินทุนที่ใช้ไปจึงสูญเปล่า ธุรกิจการค้าใดๆ ควรคำนึงถึงความต้องการของตลาดเป็นหลัก มิใช่ความต้องการของผู้จำหน่าย เพราะบางคนไม่ชอบขายสินค้า A แต่เลือกที่จะขายสินค้า B เพราะตนเองชื่นชอบ แต่กลับกลายเป็นว่าคนต้องการซื้อสินค้า A มากกว่า นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการทำธุรกิจที่ตนเองชื่นชอบ แต่ไม่ประสบความสำเร็จด้านการตลาด เป็นต้น
สิ่งที่กล่าวถึงคร่าวๆ เป็นรูปแบบของการวางแผนในเรื่องของรายรับ-รายจ่าย จะว่าไปเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว แต่หลายคนไม่ตระหนัก สภาพเศรษฐกิจของปัจเจกบุคคล ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการใช้ชีวิต หรืออาจหมายถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดี
คนที่ไม่มีเงิน จะพบว่าเงินเริ่มมีความสำคัญ ก็ต่อเมื่อเขามีความจำเป็นที่จะต้อง “ใช้เงิน” เช่น มีลูก ต้องการส่งลูกเรียน, พ่อแม่เจ็บป่วย ต้องการให้ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่ดีๆ, มีแฟน ต้องการพาแฟนไปเที่ยว, ฝันอยากได้นั่นอยากได้นี่ ฯลฯ
ส่วนคนที่มีเงิน (ด้วยการหามาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง) จะทราบและเข้าใจเรื่องของรายรับ-รายจ่ายเป็นอย่างดี พวกเขาอาจไม่ต้องจดบันทึกไว้ในสมุด แต่เรื่องราวเหล่านี้จะฝังอยู่ในสมองของพวกเขา ทำให้คนรวย รวยยิ่งขึ้น คนจน จนซ้ำซาก เพราะอาจสับสนและนำไปปะปนกับเรื่องของความพอเพียง ว่าเป็นเรื่องของการ “ไม่ต้อง” มีเงินมาก ไม่ต้องใช้ความพยายามในการหาเงิน ก็อาจเป็นได้ หลายๆคนจึงยอมที่จะผลักรายรับที่ตนเองมีอยู่ออกไป และเพิ่มรายจ่ายให้มากขึ้น จึงจนซ้ำซ้อนโดยตลอด (Always Poor)
คุณจะต้องเรียนรู้ความพอเพียง ว่าไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องมีเงินมาก หากความคิดว่า “ไม่ต้องมีเงินมาก” ฝังลึกในความคิด สิ่งที่จะตอบสนองออกมา ก็คือการขาดสติในการใช้จ่ายเงิน ดังนั้นต้องระวังทัศนคติที่มีต่อความพอเพียงด้วย
ความพอเพียง คือพอเพียงที่พฤติกรรม ไม่โลภมากอยากมีอยากได้ “เกิน” ความจำเป็น และไม่ใช้วิธีที่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น หรือทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย และควรแยกออกจากการทำความเข้าใจเรื่องรายรับ-รายจ่ายนี้ มิเช่นนั้นก็จะเกิดความสับสนว่าการมีเงิน เป็นเรื่องของความโลภ หรือสิ่งที่ไม่ดี
ที่มา : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=jimair13&month=28-10-2010&group=4&gblog=4